ถอดบทเรียนธุรกิจ

ถอดบทเรียนธุรกิจ : ไลฟ์สดอย่างไร ให้ปังแบบพิมรี่พาย

     กลายเป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลอีกคนในประเทศไปแล้ว ที่ไม่ว่าจะขยับตัวทำ CSR คราใด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกระแสใหญ่จนมีคนตามดูมาโดยเสมอ (รวมถึงหน่วยงานภาครัฐต่างๆที่ร้อนตัวทุกครั้งที่ได้เห็นผลงานที่เกิดขึ้น) นั่นเป็นเพราะผลงานที่ผ่านมาของเธอนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการลงถึงพื้นที่ที่ได้ประสบปัญหาอย่างแท้จริง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในแบบที่เอาไปใช้งานต่อได้เลย ใช้งบไม่เยอะ เลยเป็นการแหกหน้าผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้านด้วยงบมหาศาลแต่ไม่เกิดประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้แต่ละคลิปของเธอนั้นกลายเป็นกระแสไวรัลมาโดยเสมอ

     แต่ก่อนที่จะไปเจาะถึงกระบวนการทำ CSR ของเธอให้มากกว่านี้ วันนี้เราอยากจะมาแนะนำเทคนิคการไลฟ์สดของ พิมรี่พาย กันดูสักหน่อยว่า เธอทำอย่างไร ถึงกลายเป็นแม่ค้าระดับ 100 ล้านที่ขายได้ดีขายได้ปังขนาดนี้ ทาง Uppercuz จึงพยายามถอดบทเรียนจากการขายของเธอ ประกอบกับเทคนิคที่เธอเคยแชร์อยู่เสมอในการขาย ว่าทำได้อย่างไร และทำไมถึงปังได้ขนาดนี้ เผื่อว่าพ่อค้า แม่ขายสายไลฟ์สดจะได้ลองนำไปปรับใช้กันดูว่า ถ้าทำแล้วจะเวิร์กได้แบบเธอหรือไม่!

1. Feedback ที่ดีที่สุดมาจากลูกค้า

     ปกติการทำเพจขายของ หรือการไลฟ์สดต่างๆ เมื่อมีการขายไปเรื่อยๆ ก็มักจะมีคนมาติดตามอยู่ประมาณหนึ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นลูกค้าหรือไม่ก็ตาม คนกลุ่มนี้แหละ ที่จะเป็นคนคอยแนะนำเราเป็นอย่างดีว่าเราควรแก้ไขอะไรบ้าง และปรับปรุงอะไรจากการไลฟ์บ้าง

     สำหรับตัวพิมรี่พายเอง ที่ขายของในช่วงแรกๆ ก็เป็นการลองผิดลองถูกตั้งกล้องขายไปเรื่อย คนตามเท่าไรก็ขาย จนวันหนึ่งมีคนทักว่าภาพในจอมืดจัง เธอก็แก้ไขโดยการไปเอาไฟสตูดิโอมาติดเพิ่ม พอลองเปลี่ยนเวลาไลฟ์ ก็มีคนมาคอมเมนท์ว่า อยากดูมากแต่ดูไม่ทัน ต้องมาดูย้อนหลังเลย ก็แสดงว่าเวลานี้ไม่เวิร์ก คนไม่สะดวกดู ก็ต้องเปลี่ยนเวลาให้เหมาะสมกับคนดูหมู่มาก หรือคนที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าเราว่างดูแทน

     นั่นเลยทำให้คนที่ทำไลฟ์สดต้องคอยสอดส่องคอมเมนท์อยู่เสมอว่าพวกเขามีคำแนะนำอะไรให้กับเราบ้างในแต่ละวัน หลังได้รับมาก็ค่อยๆ นำมาปรับปรุงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะถูกใจพวกเขามากขึ้น และส่งผลให้มีคนติดตามมากได้ขึ้นเอง

2. สร้างคาแรคเตอร์ จากความเป็นตัวเอง

     คาแรคเตอร์คือสิ่งที่คนขายไลฟ์สดควรต้องมี เพราะหากเปรียบแล้วมันก็เหมือนการแสดงโชว์หนึ่งอย่าง หากพูดไปเรื่อยๆ โดยไม่มีความน่าสนใจ คนดูก็ไม่สนใจ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องไปในทางเดียวกับพิมรี่พายทั้งหมด เพราะทุกๆ คนก็มีความเป็นตัวของตัวเองไม่เหมือนกัน บางคนจะเน้นสายสวย เน้นสายแบ๊ว เน้นพูดจาไพเราะออดอ้อน ก็ตามแต่ที่นิสัยตัวเองเป็น

     พิมรี่พาย เคยกล่าวไว้ว่าการหาคาแรคเตอร์ต้องเป็นตัวเอง อย่าฝืน เพราะถ้าพยายามฝืนจากที่ตัวเองเป็นแล้ว วันนึงก็จะเหนื่อยและจะทำต่อเนื่องได้ไม่นาน อย่าง พิมรี่พาย เองก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจมาก มีพลังในการพูดเยอะ เลยใช้น้ำเสียงหนักแน่น พูดด้วยความมั่นใจ เน้นความจริงใจ มีการใช้คำหยาบบ้างตามสไตล์ของตัวเอง ก็ถือเป็นคาแรคเตอร์ของตัวเองที่น่าจดจำ

3. ความมั่นใจ ทำให้คนเชื่อใจ

     ต่อเนื่องจากเรื่องความมั่นใจของพิมรี่พายแล้ว อีกอย่างที่เราสังเกตได้ก็คือการใช้ Eye Contact จิกกล้องจ้องตาคนดูเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นวิธีการที่บอกกับคนดูว่า เรากำลังพูดคุยกับเขา สื่อสารกับเขา ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพยายามอย่าละสายตาจากลูกค้าของเรา

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขายของ การมองตาพร้อมกับน้ำเสียงหนักแน่นเนี่ย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ในการที่จะบอกว่าของเราดีจริง เพราะถ้าเราเองยังพูดออกมาอย่างไม่มั่นใจแล้ว ลูกค้าที่นั่งดูอยู่จะกล้าซื้อของเราได้อย่างไร ถ้าลืมบทพูดก็ควรหาวิธีแก้กันไป แต่ความมั่นใจควรเป็นสิ่งที่ยังต้องมี
 
     อย่างพิมรี่พายเองเวลาลืมบทก็มักใช้วิธีพูดคำเดิมซ้ำๆ เช่น หน้าขาวใสค่ะ สองร้อยแปดสิบบาทค่ะ สองร้อยแปดสิบบาทเท่านั้นค่ะ ได้หน้าขาวใสเลยค่ะ อะไรแบบนี้ เพื่อให้เราสามารถนึกถึงบทที่จะพูดต่อไปได้ โดยที่ไม่เสียความมั่นใจไป แต่ข้อมูลเรื่องราคา และคุณลักษณะของสิ่งของก็ยังอยู่แบบครบถ้วน
 

4. สร้างสรรค์ความบันเทิง

     เวลาไลฟ์สดขายของ บางคนเขาอาจจะไม่ได้มาซื้อของเรา ไม่ได้มีของที่เขาอยากได้ แต่เขาดูแล้วรู้สึกสนุก ก็ช่วยเพิ่มทั้งยอดคน และยอดวิวได้ ซึ่งในความบันเทิงของพิมรี่พายนั้นก็คือการด่า แต่การด่าของ พิมรี่พาย นั้น ไม่ใช่การด่าแบบเอาเป็นเอาตาย เป็นการด่าที่ได้อรรถรส ด่าแล้วทุกคนสนุกไปด้วย ใครที่เห็นก็จะรู้ว่าเป็นการด่าเล่นทั้งนั้น

     ทั้งนี้ก็ต้องย้อนกลับมาดูคาแรคเตอร์ของตัวเองว่าเราจะมีสร้างตัวตนแบบไหน คือถ้าจะมาน่ารักใสๆ แล้วจะด่าไปด้วยมันก็ไม่ได้ ดังนั้นต้องหาคาแรคเตอร์และสร้างความบันเทิงจากตัวตนของตัวเองให้ได้ พอลูกค้ามาเจอแล้วถูกจริต รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน เราสนิทสนมกับเขา วันนึงเขาก็อาจจะเผลอซื้อของ หรือพร้อมบอกต่อเราไปหาลูกค้าที่ใช่ได้เอง
 

5. ไลฟ์แล้วอย่าให้มีจังหวะเงียบ

     จังหวะเงียบคือสัญญาณอันตรายในการขายของ เพียง 3 วิที่เงียบหายไป นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและจะทำให้เราดูเหมือนคนที่คิดอะไรไม่ออก ถ้าเป็นคนที่พูดเก่งอยู่แล้ว อาจจะไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนที่พยายามฝึกตรงนี้อยู่ก็ต้องลองหาวิธีแก้ของตัวเองว่าจะทำอย่างไร เพราะอย่าง พิมรี่พาย จะมีกระดิ่ง 1 อัน เอามาเพื่อกดชดเชยความเงียบ กดเวลาที่คิดอะไรไม่ออกก็ยิ่งกดรัวๆ ไปนานๆ เพื่อให้สมองคิดว่าจะได้พูดอะไรต่อ

     แถมเธอยังเคยบอกว่ากระดิ่งของเธอนี้มีหลายฟังก์ชั่นมากๆ นอกจากไว้กดตอนลืมบทแล้ว ก็ยังใช้สร้างสีสันในการขายได้เป็นอย่างดี จะชง ตบ ขยี้ มุกต่างๆ ก็จบได้ด้วยกระดิ่งอันเดียว หรือแม้แต่เวลาขายอะไรออกแล้วปิดการขายได้ก็จะใช้กระดิ่งนี่แหละมาสร้างภาพจำให้คน ทุกครั้งที่กดกระดิ่งลูกค้าก็จะรู้สึกว่าต้องรีบซื้อแล้ว ต้องรีบกดแล้วก่อนของจะหมดอะไรแบบนี้ด้วย

6. จะขายอะไรให้เรียกความสนใจก่อน

     แสดงนั้น จะต้องมีประโยคหนึ่งที่เรียกร้องความสนใจจากคนดูเสมอ นั่นก็คือ “หากพวกเรากำลังสบายจงปรบมือพลัน” และเขาจะทำไปจนกว่าจะรู้สึกว่าได้รับความสนใจแล้ว ค่อยเริ่มพูดเรื่องตามสไตล์เขา ซึ่งของพิมรี่พายก็ไม่ต่างกัน อย่างการเรียก “คุณลูกค้าขา คุณลูกค้าขาาาา” พร้อมทั้งจ้องตาไปด้วย ก็เป็นการเรียกคนที่กำลังเปิดดูให้มีสติ ตั้งใจฟัง เพราะฉันต้องการที่จะสื่อสาร ต้องการที่จะบอกอะไรบางอย่างไปกับคุณแล้วนะ

     ทีนี้พอผสมกับวิธีการจ้องตา และสร้างน้ำเสียงหนักแน่นไปด้วยคนดูก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย มีคนเรียกๆ จะให้ดูอะไรนะ จะเล่าอะไรนะ ก็พร้อมที่จะตั้งใจฟังได้เลยว่าจะขายอะไร พอทีนี้ถ้าของขายมันโดนอีก ก็เรียบร้อย คนกลุ่มนี้ก็จะเปลี่ยนจากแค่คนดูกลายมาเป็นลูกค้าเราได้ไม่ยาก
 

7. เทคนิคการตั้งราคา จัดโปร

     ราคา และโปรโมชันคือสิ่งที่ดึงดูดใจคนได้มากๆ สำหรับการขายออนไลน์ ดังนั้นก่อนขายทุกครั้งเราควรที่จะมีแผนการตั้งราคาของสินค้าแต่ละชิ้น และยิ่งไปกว่านั้นคือการจดจำต้นทุนให้ได้ เผื่อว่าต้องมีการลดราคาสดๆ ในขณะนั้นจะได้ไม่หักส่วนลดจนเข้าเนื้อ อีกทั้งยังต้องพิจารณาถึงการจัดโปรโมชันของสินค้าให้ดี อะไรลดได้เท่าไร อะไรควรลดเยอะลดน้อย นี่คือแผนที่ต้องวางก่อนที่จะเริ่มไลฟ์ในแต่ละวัน

     เทคนิคการตั้งราคาในแบบของพิมรี่พายนั้น คือตั้งราคาให้ลูกค้าใจสั่น เกิดความรู้สึกต้องซื้อในทันที ซื้อในขณะนั้น พร้อมโอนให้เงินเขามาอยู่ในกระเป๋าเราเลย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วลูกค้าจะมีเวลาคิด มีเวลาตัดสินใจจนเปลี่ยนใจเป็นไม่เอาได้ ดังนั้นต้องห้ามให้เขามีโอกาสได้คิด
 

8. อยากรวยกว่าเดิม ต้องมีทีมงาน

     พิมรี่พาย เคยให้ข้อคิดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก ก็คือ การขายของคนเดียว ทำทุกอย่าง ทั้งไลฟ์ถ่าย ทั้งจดยอดขาย ทั้งแพ็กของ ทั้งส่ง ทำเต็มที่ด้วยแรงงาน 1 คน อย่างมากก็ได้แค่วันละ 5,000 บาท ในสภาพเหนื่อยปางตาย และในทางกลับกัน ถ้าเราเพิ่มแรงงานเป็น 10 คนได้ล่ะ โอกาสที่ขายได้ก็จะเพิ่มเป็น 50,000 บาท ต่อวันได้เลย   

     จริงอยู่ที่การไลฟ์สดขายของในช่วงแรก การทำคนเดียวคือการประหยัดต้นทุนที่ดี แต่ในวันนึงที่ธุรกิจจะต้องขยับขยาย ก็ต้องมีการเพิ่มทีมงาน เพราะอย่างการขายของ พิมรี่พาย เองนั้น ก็ต้องมีทั้งแอดมิน ที่ต้องคอยมารับงานรับมือกับปัญหาต่างๆ ของลูกค้า ที่ใช้มากถึง 40 คนเลยทีเดียว ในงานเทคนิคก็ต้องมีคนดูกล้อง จัดแสง เช็กไฟ ทีมเทคนิคที่คอยซัพพอร์ท เพราะถ้าเกิดข้อผิดพลาด เสียเวลาไปเท่าไร ก็เสียรายได้ไปเท่านั้น

     นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้งานดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและให้ยอดขายเพิ่มได้อย่างมั่นคง เพราะทุกอย่างไม่สามารถทำได้คนเดียวก็อย่าฝืน ซึ่งถ้ามีทีมงานแล้วก็อย่าลืมที่จะทำดีกับพวกเขา เพราะถ้ายิ่งลูกน้องรักเรามากเท่าไร งานที่เราจะได้กลับมาก็ยิ่งดีเท่านั้น
 

9. ขายของด้วยความจริงใจ

     ไม่ว่าจะเป็นการขายของในรูปแบบใด จริงๆ แล้วก็ควรใช้ความจริงใจกันทั้งหมดอยู่แล้ว เราจะเห็นได้ว่าการขายของ พิมรี่พาย คือ บอกชัดหมด ขายของแท้ก็บอกของแท้ พอจะขายของกิน สินค้ามากจากไหน ที่มาที่ไปก็บอกกันหมด ตอนที่ขายทุเรียนแปะยี่ห้อตัวเอง ก็บอกว่ามาจากเกษตรกรระยองไม่ได้ทำเอง ทั้งหมดนี้ก็จะเห็นถึงความจริงใจในการขายเป็นอย่างดี

     นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการบริการหลังการขาย ที่พอส่งของไปแล้วเจ๊ง หรือพัง หรือไม่ดีตามที่บอกเอาไว้ก็ต้องรีบส่งกลับไปให้ลูกค้าใหม่ พิมรี่พาย มองว่าขาดทุนก็ไม่เป็นอะไร เพราะถ้าเขาติดใจแล้ว ยังไงเขาก็จะกลับมาซื้อของเราอีก สิ่งนี้จะทำให้เราได้ลูกค้าประจำ เกิดความ Loyalty ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เพียงใช้ความจริงใจในการขาย
 

กรอกเมลทิ้งไว้สิคะ เราจะส่งบทความดีๆ ให้อ่านก่อนใคร ❤️

Related posts
ถอดบทเรียนธุรกิจ

"เมื่อแบรนด์และเจ้าของทั้งสองคือเรื่องเดียวกัน" ถ้าทัศนคติเจ้าของแบรนด์พัง คุณค่าแบรนด์ก็พังไปด้วย

Sign up for our Newsletter and
stay informed
[mc4wp_form id="14"]